อีอีซี ชี้แจงประเด็นการคัดค้านนักลงทุนต่างชาติซื้อที่ดินแลกกับการลงทุนในอีอีซี

1,563

อีอีซี ชี้แจงประเด็นการคัดค้านนักลงทุนต่างชาติซื้อที่ดินแลกกับการลงทุนในอีอีซี

1. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอุตสาหกรรมได้อนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินเพื่อประกอบกิจการอยู่แล้ว และต้องขายเมื่อเลิกกิจการ

โดยข้อเท็จจริงแล้ว กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอุตสาหกรรมได้อนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้ามาซื้อที่ดินอยู่แล้ว แต่เป็นการซื้อและครอบครองเฉพาะในช่วงที่ประกอบกิจการ ซึ่งเมื่อเลิกประกอบกิจการก็ต้องขายที่ดินนั้นออกไป เช่น

 

  • พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนพ.ศ. 2520 มาตรา 27 ผู้ได้รับการส่งเสริมแม้เป็นบริษัทต่างชาติก็จะได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามจำนวนที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร หากเลิกกิจการโอนกิจการนั้นให้แก่ผู้อื่น ต้องจำหน่ายที่ดินภายใน 1 ปี นับแต่วันที่เลิกหรือโอนกิจการ
  • พระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 มาตรา 44 กำหนดให้ผู้ประกอบอุตสาหกรรมและผู้ประกอบพาณิชยกรรมแม้เป็นบริษัทต่างชาติ ก็สามารถถือครองกรรมสิทธิ์ในที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมหรือในเขตประกอบการเสรี แต่หากเลิกกิจการหรือโอนกิจการให้แก่ผู้อื่น ต้องจำหน่ายที่ดินภายในเวลา 3 ปี

 

          ประเทศไทยก็ได้มีบริษัทต่างชาติที่ซื้อที่ดินมาเพื่อประกอบการมากกว่า 30 ปี  ดังนั้นโดยหลักการแล้ว การให้บริษัทอาลีบาบาถือครองที่ดินในระยะเวลาที่มาลงทุนจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่  และควรให้สามารถให้ลงทุนในที่ดินได้เช่นเดียวกับบริษัทต่างชาติอื่นๆ

         

2. กรณีอาลีบาบาเป็นการดำเนินการโดยปรกติไม่ได้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องนำการถือครองที่ดินกับการลงทุน หรือสูญเสียอธิปไตยแต่อย่างไร

          เรื่องนี้จึง “ไม่ใช่เป็นการแลกการถือครองที่ดินกับการลงทุนของกลุ่มอาลีบาบา” แต่เป็น “การดำเนินการโดยปกติในการส่งเสริมการลงทุน” ซึ่งเป็นงานประจำของสำนักงานส่งเสริมการลงทุนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องพิจารณา ขนาด รูปแบบ การลงทุน ควบคู่ไปกับการให้สิทธิประโยชน์ด้านการถือครองที่ดิน ภาษี การนำเข้าเครื่องจักรและอื่นๆ ให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนที่ดำเนินการมาตลอด

 

 

อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานฯ ยินดีให้ข้อมูลตอบข้อซักถามเพิ่มเติม โดยให้ติดต่อได้ที่ 0-20338000

ติดต่อเรา